ยินดีต้อนรับคุณ, บุคคลทั่วไป กรุณา เข้าสู่ระบบ หรือ ลงทะเบียน

เข้าสู่ระบบด้วยชื่อผู้ใช้ รหัสผ่าน และระยะเวลาในเซสชั่น
Bn EV

สนใจติดต่อลงแบนเนอร์โฆษณา หรือปักหมุดกระทู้ คลิกที่นี่

สมัครสมาชิกคลับ!! | กฏกติกามารยาท | กฏระเบียบห้องซื้อขาย-ร้านค้า
ช่องทางสำรองในการติดต่อสื่อสาร เฟสกลุ่ม อย่าลืมแอ๊ดกันไว้ด้วยนะครับ >> http://www.facebook.com/groups/EverestClubThailand/
ประกาศ!! แจ้งเปลี่ยนแปลงวิธีการโพสตั้งกระทู้ใหม่
สมาชิกใหม่ต้องทำการตอบกระทู้ หรือคอมเม้นท์ให้ครบ 3 โพสก่อน จึงจะเริ่มตั้งกระทู้ใหม่ได้

ผู้เขียน หัวข้อ: รีวิวขับทดสอบ All New Ford Everest 2015 เปิดประสบการณ์ใหม่ ลองแล้วติดใจเลย  (อ่าน 50120 ครั้ง)

0 สมาชิก และ 1 บุคคลทั่วไป กำลังดูหัวข้อนี้

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 Share 
ก่อนจะเริ่มรีวิว ขอออกตัวก่อนเลยว่าผมเป็นเพียงผู้ใช้รถบ้านๆทั่วไปคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้เกี่ยวกับรถอะไรมากมาย ส่วนใหญ่ก็อาศัยติดตามข่าวสารหาข้อมูลจากอินเตอร์เน็ตและสื่อออนไลน์ต่างๆเป็นหลัก ดังนั้นรีวิวนี้จึงจะขอเขียนเป็นลักษณะของการบอกเล่าจากมุมมองของผู้ใช้รถคนนึง ไม่ใช่มุมมองของผู้ทดสอบรถแล้วกันนะครับ ซึ่งจริงๆก็ไม่นึกไม่ฝันมาก่อนว่าเว็บคลับเล็กๆ EverestClubThailand.com ของพวกเราจะได้รับเชิญจากฟอร์ดประเทศไทย ไปร่วมกิจกรรมเทสไดร์ฟทดลองขับ All New Ford Everest 2015 ร่วมกับคณะของพี่ๆสื่อมวลชน ซึ่งไปทดสอบกันไกลถึงเชียงรายเลยทีเดียว

ประมาณกลางเดือนมิถุนายน 2558 ผมได้รับการติดต่อจากทางฟอร์ดประเทศไทย ว่าจะขอเชิญทางคลับไปร่วมกิจกรรม Test Drive ทดลองขับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2015 โฉมใหม่ ที่จังหวัดเชียงราย โดยมีโควตาให้ 2 ท่าน จึงตั้งใจว่าจะชวนสมาชิกในคลับเราไปร่วมเทสไดร์ฟด้วยกันกับผมอีก 1 ท่าน แต่หลังจากนั้นไม่กี่วัน ทางฟอร์ดก็โทรมาแจ้งเปลี่ยนแปลงและลดจำนวนโควต้าลงเหลือเพียง 1 ท่าน เพื่อกระจายไปให้กับสื่อ-เว็บไซต์อื่นๆ เพื่อให้ทั่วถึงกัน ซึ่งตรงนี้ก็เข้าใจดีครับจึงได้ทำการตอบรับคำเชิญไป

เช้าวันพฤหัสบดีที่ 23 กรกฏาคม 2558 ผมมุ่งหน้าไปยังสนามบินสุวรรณภูมิซึ่งเป็นจุดนัดหมายของทริปนี้แต่เช้า ไปถึงประมาณ 5.30น. จากเวลานัด 6.30น. ที่ไปถึงไวไม่ใช่อะไรหรอกครับ ตื่นเต้นมาก เพราะนอกจากจะเป็นการมาร่วมกิจกรรมเทสไดร์ฟแบบกลุ่มแบบนี้เป็นครั้งแรกแล้ว นี่ยังเป็นการขึ้นเครื่องบินครั้งแรกในชีวิตอีกด้วย ทั้งดีใจทั้งตื่นเต้น ประสบการณ์การขึ้นเครื่องบินครั้งแรกของผมในครั้งนี้เป็นของสายการบิน Thai Smile เที่ยวบินที่ WE130 กรุงเทพฯ-เชียงราย ขึ้นบินจากสนามบินสุวรรณภูมิเวลา 8.35น. และลงจอดที่สนามบินแม่ฟ้าหลวงจังหวัดเชียงรายเวลาประมาณ 9.39น.



เมื่อไปถึงสนามบินก็มีทีมงานของฟอร์ดประเทศไทยอีกชุดมารอให้การต้อนรับ จากนั้นเราจึงได้มุ่งหน้าตรงไปยัง ไร่บุญรอด ซึ่งปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็น สิงห์ปาร์คแล้ว และแวะทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารภูภิรมย์ ซึ่งตั้งอยู่ภายในสิงห์ปาร์ค ในตอนแรกก็คิดว่ามาทดสอบรถที่นี่ เนื่องจากยังไม่รู้กำหนดการต่างๆเลย จากนั้นก็ได้ทำการสอบถามทางเจ้าหน้าที่ของฟอร์ดไป จึงได้ทราบว่าคณะของเราสื่อมวลชนคณะที่ 4 ซึ่งเป็นคณะสุดท้ายของไทย เนื่องจากทางฟอร์ดได้แบ่งกลุ่มของสื่อมวลชนที่จะไปเข้าร่วมทดสอบ New Everest 2015 ไว้ทั้งหมด 4 กลุ่ม ตามสายงานของสื่อ และแต่ละกลุ่มรูปแบบและวิธีการทดสอบก็จะแตกต่างกันไปเล็กน้อย โดยในกลุ่มที่ 4 เขาเรานั้นจัดเป็นสื่อกลุ่ม Life Style การทดสอบจึงไม่หนักเหมือนกับกลุ่มต่างๆก่อนหน้านี้ โดยในวันแรกนี้จะพาเที่ยวทั้งวัน โดยในขณะที่กลุ่มเรากำลังเที่ยวกันอยู่นี้ กลุ่มที่ 3 ก็กำลังทำการขับทดสอบกันอยู่ เพื่อไม่ให้คิวตรงกัน จึงมีการจัดคิวของแต่ละกลุ่มไว้เป็น 2 วัน คือวันแรกเที่ยว วันที่ 2 ทดสอบ เป็นอันว่าเราได้คำตอบเรียบร้อยแล้วครับ เมื่อออกจากไร่บุญรอด ก็มุ่งหน้าตรงไปยังวัดร่องขุ่น จากนั้นก็แวะไปที่ร้านกาแฟชีวิตธรรมดา และมุ่งหน้าไปยังโรงแรมเลอ เมอริเดียน เชียงราย อันเป็นที่พักที่ทางฟอร์ดประเทศไทยจัดเตรียมไว้ให้พวกเรา และแล้วก็จบวันแรกสำหรับการเดินทางมาทดสอบรถ เอ๊ะ...หรือจะเรียกว่าทริปท่องเที่ยวดี ??

เช้าวันศุกร์ที่ 24 กรกฏาคม 2558 วันนี้จะเป็นวันจริงที่เราได้สัมผัสและทดลองขับ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ 2015 โฉมใหม่กันเสียที หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จก็เตรียมเข้าห้องประชุมเพื่อฟังบรรยายเบื้องต้นเกี่ยวกับตัวรถและรายละเอียดการเดินทางในการขับทดสอบครั้งนี้ จนกระทั่งถึงเวลา 9.50น. เราจึงได้มาพบกับ All New Ford Everest เป็นครั้งแรกเพื่อเตรียมเริ่มกิจกรรมทดลองขับ โดยผมได้จับคู่กับคุณเน็กซ์ ซึ่งมาในนามของเว็บไซต์ 9CarThai และรถที่เราได้ในช่วงแรกนี้นั้นเป็นคันที่ 14 รุ่น 2.2 Titanium แบบขับเคลื่อน 2 ล้อ เกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด ตัวรถสีดำ



ขนาดมิติตัวรถ All New Ford Everest 2015
กว้าง 1,862 มม.
ยาว 4,893 มม.
สูง 1,863 มม.
ฐานล้อ 2,850 มม.
ความสูงจากพื้น (ระยะต่ำสุด) 225 มม.

เมื่อเทียบกับโฉมเก่า จะมีความกว้างเพิ่มขึ้น 74 มม. แต่มีความยาวลดลง 169 มม. ความสูงเพิ่มขึ้น 11 มม. และฐานล้อลดลง 10 มม. และความสูงจากพื้น (ระยะต่ำสุด) เพิ่มขึ้นอีก 18 มม.



การออกแบบนอก
ครั้งแรกที่ได้มาเห็นเอเวอเรสต์ใหม่คันจริงๆ มันดูสวย ดูแข็งแกร่ง บึกบึน แต่มีความลงตัวในทุกๆส่วน ตั้งแต่ด้านหน้า จนไปถึงด้านหลังตัวรถ ไม่ว่าจะเป็นกระจังหน้าที่เป็นเอกลักษณ์ ชุดโคมไฟหน้าแบบโปรเจคเตอร์ ชุดไฟ Daytime Running Light ตลอดจนไฟท้ายแบบ LED ราวหลังคา ล้อแม็กขนาด 18 และ 20 นิ้ว มันช่างดูลงตัวจริงๆ  หลังจากได้มาเจอรถ ผมตั้งใจว่าจะถ่ายรูปให้ครบทุกรุ่นทุกสี ในทุกๆมุม เอามาฝากเพื่อนๆสมาชิก แต่ไม่สามารถทำได้ด้วยเวลาที่มีจำกัด จึงได้ถ่ายมาได้ไม่กี่รูปเท่านั้น เพราะต้องรีบขึ้นมาประจำรถบนเพื่อเตรียมตัวออกเดินทางทันที



การออกแบบภายใน
เมื่อเปิดประตูและก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ สิ่งแรกที่สัมผัสได้คือความโปร่ง โล่งสบายของห้องโดยสาร ด้วยคงเป็นเพราะภายในห้องโดยสารถูกออกแบบด้วยสีเบจเป็นหลัก จึงทำให้ดูหรูหรา โปร่ง โล่งสบาย เบาะคู่หน้านั่งสบาย นิ่มกำลังดี ซึ่งในรุ่น 2.2 นี้ จะมีเบาะนั่งปรับไฟฟ้ามาให้กับฝั่งคนขับฝั่งเดียวครับ ส่วนเบาะแถว 2 จากที่ได้ทดลองนั่ง จะออกแข็งกว่าคู่หน้าอยู่นิดหน่อย ส่วนเบาะแถว 3 ไม่มีโอกาสได้ลองนั่ง หรือทดลองปรับเล่นเลยครับ ในส่วนนี้คงต้องขออภัยเพื่อนๆสมาชิกด้วยจริงๆ แต่โดยรวมวัสดุและการออกแบบภายในทำออกมาได้ดีมาก แต่ก็จะมีจุดแตกต่างกันไปตามออฟชั่นในแต่ละรุ่น ซึ่งในส่วนนี้ต้องไปดูเพิ่มเติมกันเองในส่วนของสเป็คตัวรถนะครับ เพราะผมคงขอสรุปให้เฉพาะภาพรวมเท่านั้นจากที่ได้สัมผัสมา



การขับทดสอบบนถนนทางเรียบปกติ On Road
ในช่วงแรกของการทดสอบนี้จะเป็นการขับทดสอบบนถนนทางเรียบแบบปกติทั่วไป หรือ On Road โดยจะออกเดินทางจากโรงแรมเลอ เมอริเดียน ไปจนถึงปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ ระยะทางประมาณ 11.7 กิโลเมตร โดยคุณเน็กซ์ รับหน้าที่เป็นผู้ทดลองขับก่อนในช่วงแรก และผมนั่งฝั่งผู้โดยสารด้านหน้า หลังจากปิดประตูรถ สัมผัสแรกที่รู้สึกได้เลยนั่นคือความเงียบของห้องโดยสาร เก็บเสียงได้ค่อนข้างดีมาก พอทดลองสตาร์ทเครื่องยนต์ ก็พบว่ามีเสียงเครื่องยนต์ขนาด 2,200 cc เล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมาก ในจุดนี้ได้ความประทับใจอย่างแรกไปก่อนแล้วครับ ในระหว่างที่ขับทดสอบวิ่งกันไปในรูปแบบขบวนคาราวาน  ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 80-100 กิโลเมตร/ชั่วโมง อากาศกำลังเย็นสบาย เพราะมีฝนโปรยปรายลงมาเล็กน้อย สิ่งที่ประทับใจตามมาเป็นอย่างที่สอง คือความเงียบของห้องโดยสาร นั่นก็เพราะ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ใหม่คันนี้ มีเทคโนโลยีในการตรวจจับและตัดเสียงรบกวนมาให้ด้วย โดยจะมีไมโครโฟนความไวสูง จำนวน 3 ตัว ติดตั้งไว้ภายในห้องโดยสารรถ เพื่อคอยตรวจจับคลื่นเสียงที่เข้ามาในห้องโดยสาร จากนั้นระบบจะทำการประมวลผลและปล่อยคลื่นเสียงตรงกันข้ามออกออกมาเพื่อหักล้างกัน นั่นจึงเป็นที่มาที่ทำให้ห้องโดยสารของเอเวอเรสต์ใหม่คันนี้มีความเงียบกว่าคู่แข่งอยู่พอสมควร เพราะก่อนหน้านี้เพิ่งได้ไปทดลองขับ New Fortuner มาแล้ว ความเงียบของ Everest ใหม่ทำได้ดีกว่าครับ รวมถึงวัสดุภายในด้วย



ในระหว่างที่นั่งเป็นผู้โดยสารนี้ ก็ได้ทำการสำรวจหลายๆส่วนของห้องโดยสารไปด้วยในตัว เช่นแอร์หน้าแบบปรับแยกอิสระซ้าย-ขวา ทดลองเล่นอยู่พักหนึ่งพบว่า พอปรับไปที่ 25 องศา รู้สึกว่าลมแอร์เริ่มอุ่นๆ ไม่มีความเย็นออกมา แต่พอปรับลดลงมาเหลือที่ 22-23 องศา แอร์ก็เริ่มกลับมาเย็นสบายเป็นปกติ นั่นคงเพราะมีการตรวจจับอุณหภูมิภายนอกรถด้วย และสรุปได้ว่ารถคันนี้มีทั้งแอร์และฮีตเตอร์ในตัว ส่วนเครื่องเสียงเท่าที่ได้ทดสอบฟังเสียง จะบอกว่าเสียงทำได้ค่อนข้างดี-ดีมาก เมื่อเทียบกับน้องจูนใหม่ อีกหน้าจอขนาด 8 นิ้ว ของระบบเครื่องเสียง ระบบการสัมผัส ระบบการควบคุมและสั่งการหลายๆอย่างในตัวรถ ที่สามารถทำการสั่งการ และแสดงผลออกมาได้บนจอนี้ในเวลาเดียวกัน ไม่ได้เป็นแค่หน้าจอเครื่องเสียงแบบธรรมดาทั่วๆไปเหมือนน้องจูน ที่เหมือนเอาแท๊ปเล็ตจีนมาแปะ ทั้งรูปลักษณ์ การใช้งาน และอารมณ์สัมผัส การตอบสนองและความหน่วง แตกต่างกันสิ้นเชิง แต่ใช่ว่าเอฟเวอเรสต์ใหม่จะไม่มีข้อด้อยเลย สิ่งที่หลายๆคนถามหา และคิดเหมือนกัน นั่นคือรถระดับราคานี้ แต่ทำไมไม่มีระบบแผนที่นำทาง GPS หรือ Navigator Systems มาให้ นั่นคือสิ่งที่หลายๆคนคาดหวังและอยากให้มี แม้ว่าผู้คนส่วนใหญ่รวมทั้งผมเอง แทบไม่เคยได้ใช้ GPS ที่ให้มากับรถเลยก็ตาม และเชื่อว่าหลายๆคนส่วนใหญ่จะหยิบ SmartPhone หรือ Tablet ขึ้นมาเปิด Google Map ใช้กันเสียมากกว่า สรุปง่ายๆว่า มีแล้วไม่ได้ใช้ ดีกว่าพอถึงเวลาจะใช้แล้วไม่มี



หลังจากนั้นเราก็เดินทางมาถึงปั้มน้ำมันคาลเท็กซ์ อันเป็นจุดเปลี่ยนผู้ขับขี่ ซึ่งก็ถึงคิวผมที่จะได้สัมผัสและทดลองขับกันเสียที ก้าวขึ้นมาที่เบาะคนขับ ปรับตำแหน่งเบาะนั่ง ด้วยระบบไฟฟ้า กระจกมองข้าง กระจกส่องมองหลังให้เข้าที่เข้างทางตามสรีระของผู้ขับขี่ พอทดลองจับพวงมาลัยเพื่อทดสอบน้ำหนังดู ผมประหลาดใจมาก ทำไมพวงมาลัยเบาขนาดนี้ และจากข้อมูลที่ได้มา พวงมาลัยของรถคันนี้เป็น พวงมาลัยไฟฟ้าแบบ EPAS (Electric Power-Assisted Steering) ซึ่งจะปรับให้พวงมาลัยมีน้ำหนักเบาในขณะที่ขับขี่ในความเร็วต่ำ เช่นกรณีการเข้าจอด ถอยเข้าถอยออก ทำให้มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เบาแรงไปได้เยอะ แต่ในขณะเดียวกันพอขับด้วยความเร็วที่เพิ่มสูงขึ้น น้ำหนักของพวงมาลัยก็จะค่อยๆปรับให้มีความหนืดสูงขึ้นตามเช่นกัน ช่วยให้การควบคุมและบังคับรถมีความแม่นยำและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น ผมเองก็ขับแต่รถเก๋งมาตลอด พอมาเจอพวงมาลัยของ Everest ใหม่แบบนี้ ทำเอาติดใจอีกแล้วเช่นกัน แม้ว่าใจนึงจะยังชอบฟิวพวงมาลัยแบบใน New Fortuner อยู่ก็ตาม คงด้วยผมขับแต่รถเก๋งมาตลอดก็เลยคุ้นเคยและชินมือกับพวงมาลัยเบาๆเสียมากกว่า อันนี้ก็คงขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนแล้วหล่ะครับ ว่าชอบแบบไหน แต่ผมมั่นใจว่าคุณผู้หญิงน่าจะชอบพวงมาลัย EPAS ของ Everest ใหม่แน่นอน เนื่องจากมีความเบาและควบคุมรถได้ง่ายขึ้น



เมื่อรถทุกคันเปลี่ยนสลับผู้ขับขี่กันเรียบร้อยแล้ว ก็ได้ทำการเคลื่อนตัวออกจากปั้มเพื่อมุ่งหน้าไปยังคะเนรี เนชอรัล รีสอร์ท โดยมีระยะทาง 15.4 กิโลเมตร อันเป็นจุดหมายที่ต่อไปสำหรับเตรียมทดสอบการขับแบบ Off Road ในส่วนของการขับขี่ อัตราเร่งสำหรับเครื่อง 2.2 ถือว่าทำได้ดีทีเดียว ไม่อืด แต่ก็ไม่ได้แรงแบบหลังติดเบาะ กดแล้วก็ขึ้นมาได้เรื่อยๆ การเร่งแซงก็ทำได้ดีไม่มีปัญหา เสียงเครื่องยนต์ก็ดังเล็ดลอดเข้ามาน้อยมาก ระบบเบรกก็เซ็ตให้มาน้ำหนักนุ่มนวนกำลังดี เบรกได้มั่นใจขึ้นเพราะเป็นดิสเบรกทั้ง 4 ล้อ ในขณะที่ขับขี่ ผมพยายามมองหาและวิ่งเข้าหาหลุม เพื่อทดสอบช่วงล่าง เรียกได้ว่าแทบจะเก็บทุกหลุม ทุกรอยต่อถนนเลยก็ว่าได้ ระบบกันสะเทือนหน้าแบบอิสระปีกนก 2 ชั้น ดับเบิ้ลวิชโบน พร้อมคอยล์สปริง และเหล็กกันโคลง ส่วนด้านหลังเป็นแบบคอยล์สปริงที่มาพร้อมกับแกนช่วงล่างแบบวัตต์ลิงค์และเหล็กกันโคลง ที่ทางฟอร์ดเองภูมิใจนำเสนอเป็นอย่างยิ่ง เพราะได้รับการปรับแต่งเป็นพิเศษให้เหมาะกับทุกรูปแบบการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็นขับเคลื่อนสองล้อหรือแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ ช่วยเสริมเรื่องความนุ่มนวลในการขับขี่ ไม่ว่าจะเก็บทุกหลุมทุกรอยต่อถนนอย่างไร ฟอร์ด เอเวอเรสต์คันนี้สามารถซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีมาก และส่วนหนึ่งคงเป็นเรื่องของขนาดล้อและยางด้วย เนื่องจากคันนี้ได้ล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แก้มยางมีความหนากว่าแบบ 20 นิ้ว ซึ่งน่าจะมีส่วนช่วยในเรื่องการซับแรงสั่นสะเทือนได้ดีกว่าล้อ 20 นิ้วอยู่พอสมควร ซึ่งจะได้พูดถึงตอนทดลองขับรุ่น 3.2 Titanium+ ต่อไป และนี่ก็เลยเป็นที่มาของอีกหนึ่งความประทับใจในรถคันนี้  นั่นคือเรื่องของระบบช่วงล่างนั่นเอง หากเทียบกับคู่แข่ง ระบบช่วงล่างของ ฟอร์จูนเนอร์ใหม่ จะกระด้างกว่าอยู่พอสมควร แม้จะมีการเซ็ตช่วงล่างมาได้ดีกว่า ไฮลักซ์ รีโว่ แต่ผมกลับรู้สึกว่าชอบช่วงล่างในแบบของเอเวอเรสต์มากกว่า ต่อมาคือเรื่องของการเข้าโค้ง ระหว่างทางมีโค้งหลายโค้งให้ได้ทดสอบ ซึ่งจากที่ผมได้ขับทดสอบ การเข้าโค้งทำได้กระชับดีมาก ไม่มีอาการย้วยให้เห็น การเกาะถนนอยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม เมื่อนำมารวมกับช่วงล่างและระบบเบรก ทำให้มั่นใจมากยิ่งขึ้นเวลาเข้าโค้ง ไม่ว่าจะเป็นโค้งเล็ก โค้งใหญ่ หรือโค้งแบบหักศอก เอเวอเรสต์ใหม่ เอาอยู่แน่นอน





จากนั้นพวกเราก็เดินทางมาถึงคะเนรี เนเชอรัล รีสอร์ท เพื่อเตรียมฟังบรรยายเกี่ยวกับสมรรถนะในการขับขี่แบบออฟโรด และทำการเปลี่ยนรถคันใหม่เป็นแบบขับเคลื่อนสี่ล้อ รุ่น 3.2 Titanium+ ซึ่งรอบนี้ถูกจัดให้คันละ 3 คนต่อคัน โดยจะมุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านชาวเขาบ้านปางกลาง ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางบนภูเขา ระยะทาง 11.6 กิโลเมตร โดยแบ่งเป็นถนนทางเรียบ 9.1 กิโลเมตร และเส้นทางแบบออฟโรดอีก 2.5 กิโลเมตร ซึ่งในช่วงแรกนี้คุณเน็กซ์เป็นผู้ทดลองขับก่อน โดยมีผมนั่งที่เบาะแถว 2 และพี่ๆสื่อมวลชนอีกท่านนั่งอยู่ที่เบาะหน้าคู่กับคุณเน็กซ์ นี่จึงเป็นโอกาสให้ผมได้ทดลองนั่งและถ่ายรูปจากมุมมองของเบาะแถว 2 เมื่อได้ก้าวขึ้นไปนั่ง ความรู้สึกแรกเลยคือเบาะเหมือนจะดูแข็งๆกว่าเบาะคู่หน้าเล็กน้อย แต่การนั่ง ตำแหน่งการวางคายังคงทำได้สบาย มีแอร์หลังที่สามารถปรับแยกได้อย่างอิสระ และภายในยังคงดูโปร่งสบายเหมือนเคย คันนี้เป็นรุ่นท๊อป จึงมีหลังคาไฟฟ้าแบบพาโนรามิคมูนรูฟ ซึ่งมีขนาดใหญ่ครอบคลุมพื้นที่พื้นที่ตอนหน้าและตอนกลางทำให้ดูโปร่งมากขึ้นไปอีก ยิ่งมาขับขี่ท่ามกลางป่าเขาแบบนี้ แค่เปิดม่านออก ให้แสงเข้า นั่งชมวิวทิวทัศน์รอบข้าง ก็รู้สึกมีความสุขแล้วครับ จากนั้นรถก็เริ่มเคลื่อนตัวมุ่งหน้าตามไปยังเส้นทาง หลังปิดประตูห้องโดยสาร ความเงียบยังคงทำได้ดีเช่นเดิม แต่เมื่อทำการบิดสตาร์ทเครื่องยนต์ เสียงเครื่องยนต์ขนาด 3200cc ดูราทอล์คแบบ 5 สูบ ก็ส่งเสียงเข้ามาในห้องโดยสารทันที แม้จังไม่ได้ดังมาก แต่ดังกว่าตอนลองขับ 2.2 ชัดเจนกว่าครับ พอเร่งเครื่องออกจากรีสอร์ท สิ่งที่ยังคงรู้สึกได้ชัดเจนนั่นคือเสียงเครื่องยนต์ แม้จะวิ่งในช่วงความเร็วต่ำ แต่เสียงยังคงเล็ดลอดเข้ามาเยอะกว่า 2.2 อยู่พอสมควร จนพวกเราทั้ง 3 คนลงความเห็นว่า เสียงดังกว่าเครื่อง 2.2 แม้ตอนนี้จะยังไม่ถึงคิวที่ผมทดลองขับ แต่ก็นั่งฟังและนั่งจับอาการของรถมาตลอดทาง ถึงแม้ช่วงแรกนี้จะยังเป็นถนนเรียบแบบลาดยาง แต่สิ่งที่สัมผัสได้ตลอดทางคือช่วงล่างนั้นดูแข็งกระด้างขึ้น ไม่ได้นิ่มนวลเหมือนอย่างรุ่น 2.2 เท่าใดนัก ข้อสังเกตของผมคือ น่าจะเป็นตำแหน่งที่ผมนั่ง คือแถวสอง เบาะแข็งกว่าคู่หน้าเล็กน้อย รวมไปถึงล้อและยาง ที่เป็นล้ออัลลอยขนาด 20 นิ้ว มากับยางขนาด 256/50R20 ซึ่งความหนาของแก้มยางลดลงไปเหลือ 50 จากเดิมล้อ 18 นิ้ว จะได้ยาง 265/60R18 คาดว่าคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้รู้สึกได้ถึงความกระด้างขึ้น รวมไปถึงการปรับเซ็ตช่วงล่าง น่าจะมีการปรับให้แข็งกว่าเดิมอีกเล็กน้อย เนื่องจากเป็นรุ่นขับเคลื่อน 4 ล้อ ต้องสามารถรองรับการใช้งานได้บนทุกสภาพถนน นั่นเป็น 3 เหตุผลหลักที่ผมพยายามนั่งหาคำตอบว่าทำไมช่วงล่างจึงแข็งขึ้นกว่ารุ่น 2.2 อยู่พอสมควรจนผู้ใช้บ้านๆธรรมดาๆแบบผมยังรู้สึกได้ จากนั้นก็เริ่มขับลัดเลาะจากถนนลาดยาง เข้าสู่ทางซอยในหมู่บ้านที่เป็นถนนปูน และเริ่มเข้าไปลึกขึ้นจนไปออกมาโผล่กลางทุ่งนาและไร่สวนผสมกันไปที่รายล้อมไปด้วยภูเขา ณ จุดนี้ถนนซึ่งเคยเป็นทางปูนสะดวกสบาย ก็กลายเป็นถนนดินปนลูกรังไปเรียบร้อยแล้ว และก่อนหน้านี้ฝนก็สะสมกันมาตลอดหลายวัน จนทำให้น้ำท่วมขัง และถนนลื่น เหมาะอย่างยิ่งที่จะใช้เป็นสนามทดสอบระบบการขับเคลื่อน 4 ล้อ ของฟอร์ด เอเวอเรสต์ใหม่คันนี้ ยิ่งขับลึกเข้าไปสถาพถนนก็ยิ่งแย่ขึ้นเรื่อยๆ มีการลัดเลาะขึ้นลงเนินเขา และมีลำธารเล็กๆให้ข้ามอยู่เป็นระยะๆ จึนมาถึงเนินไร่ข้าวโพด อันเป็นจุดสำหรับเปลี่ยนผู้ขับขี่สำหรับการทดสอบในช่วงแรกนี้



ภาพเปรียบเทียบล้อและยางขนาด 18 นิ้ว และ 20 นิ้ว

พอได้เข้ามานั่งในตำแหน่งคนขับ ความรู้นึกแรกก็ไม่ต่างกับรุ่น 2.2 มากนัก ตอนแรกกะไม่ลองขับในโหมดนี้ เพราะไม่เคยมีประสบการณ์ในการขับแบบออฟโรดหรือทางแบบนี้มาก่อน ถึงจะยอมรับว่ากล้าๆกลัวๆ แต่ไหนๆมาแล้ว ยังไงก็ต้องลองดูสักครั้ง ในช่วงนี้เจ้าหน้าที่ยังไม่ได้ให้คำแนะนำใดๆเรื่องโหมดการขับขี่เลยครับ มีแต่เพียงการแจ้งบอกเส้นทางและวิธีการขับขี่ผ่านวิทยุสื่อสารเข้ามาอยู่เป็นระยะ ไม่ว่าจะเป็นทางขึ้นเขาลงเขาแบบสูงชัน แถมยังคดเคี้ยวและลื่นแฉะอีกด้วย ซึ่งตัวรถเองสามารถขับผ่านไปได้อย่างสบายๆ แม้จะยังไม่ได้ปรับโหมดการขับขี่ใดๆเลย นั่นคือตำแหน่งเกียร์ยังคงอยู่ที่เกียร์ D โหมดการขับขี่แบบ Normal ส่วนเสียงเครื่องยนต์ที่ดังกว่ารุ่น 2.2 ที่เคยตั้งข้อสงสัยไว้ในตอนแรก กับระบบช่วงล่างที่เหมือนเซ็ตมาให้แข็งกว่าเล็กน้อย นี่น่าจะพอเป็นคำตอบแล้วครับ เนื่องจากมีการปรับเซ็ตให้รองรับได้ทุกสภาพการขับขี่ ไม่ว่าจะเป็น On Road หรือแบบ Off Road ซึ่งผู้ขับขี่ที่ไม่มีความชำนาญหรือไม่เคยขับขี่แบบออฟโรดมาก่อนแบบผมยังสามารถขับได้สบายๆ ด้วยแรงบิด 470 นิวตันเมตร และพละกำลังที่ให้มา 200 แรงม้า และเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อแบบ Full Time อีกทั้งยังมีระบบการตรวจจับการทำงานแบบ Real Time เข้ามาช่วยเสริมอีกด้วย ซึ่งจะมีการปรับสมดุลในการขับเคลื่อนให้อย่างอัตโนมัติอยู่ตลอดเวลา จึงทำให้มีกำลังเหลือเฟือที่จะพารถคันนี้ขึ้นเขาลงห้วยบนเส้นทางวิบากไปได้แบบสบายๆ เมื่อขับไปได้สักระยะ ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้แจ้งมาทางวิทยุสื่อสาร ว่าต่อไปจะให้เราทดลองขับในโหมดต่างๆ ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่คอยยืนชูป้ายวิธีใช้งานโหมดต่างๆประจำอยู่ ทีนี้จะได้ลองทดสอบโหมดต่างๆบนรถคันนี้กันบ้างแล้วครับ



ระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา Hill Descent Coltrol (HDC)
ด่านแรกที่จะเจอในการขับทดสอบแบบออฟโรดรอบนี้ก็คือการทดสอบขับลงเขา ที่มีความลาดชันค่อนข้างมาก พี่ๆเจ้าหน้าที่ก็ได้ถือป้ายวิธีการเปิดระบบ HDC มาให้ดูและแนะนำวิธีการใช้งาน โดยปุ่ม TMS ต้องอยู่ในหมดขับขี่แบบปกติ หรือ Normal Mode จากนั้นให้กดที่ปุ่ม HDC ที่อยู่ตรงกลางปุ่มบิด TMS หน้าจะก็จะขึ้นแจ้งว่าระบบนี้พร้อมใช้งาน จากนั้นก็ค่อยๆขับลงเขากันเลยครับ โดยที่เราไม่ต้องเหยียบเบรกหรือคันเร่งใดๆเลย ให้ใช้ปุ่มควบคุม + และ – ที่อยู่ด้านขวามือบนพวงมาลัยในการควบคุมความเร็วรถขณะลงเขาแทน หากต้องการให้รถไหลลงเร็วขึ้น ก็ให้กดปุ่ม + แต่ถ้าต้องการให้รถไหลช้าลง ก็ให้กดปุ่มลบ ขณะที่รถวิ่งลงระบบเบรกจะมีการทำงานให้เองโดยอัตโนมัติ มีการจับและปล่อยเบรกอยู่เป็นระยะๆ ช่วยชะลอความเร็วของรถตามที่เราควบคุม ทำให้การขับลงเขาหรือทางลาดชันมากๆทำได้โดยง่าย มือใหม่อย่างผมยังขับลงได้อย่างสบายๆ เมื่อลงไปถึงข้างล่างก็ขับวิ่งไปยังด่านต่อไป





โหมดขับสี่แบบ 4x4 Low
ในโหมดนี้รถจะต้องหยุดนิ่ง และจะต้องเข้าเกียร์ว่างก่อน โดยเลื่อนตำแหน่งเกียร์มาที่เกียร์ N จากนั้นจึงกดปุ่ม 4x4 Low ซึ่งที่บนหน้าจอคนขับด้านขวา ก็จะขึ้นแจ้งว่าขณะนี้เรากำลังเข้าสู่โหมด 4x4 Low เช่นกัน แต่ที่สังเกตเห็น คือเมื่อกดปุ่มไปแล้ว การตอบสนองจะค่อนข้างหน่วงเล็กน้อย และทำให้ผู้ใช้ต้องรอให้หน้าจอนี้ดับลง ซึ่งตอนทดลองกดปุ่มนี้เราก็งงๆกันเล็กน้อย ตกลงว่าระบบเปิดหรือยัง ทำงานหรือยัง กดซ้ำไปก็เหมือนเดิม คือหน่วงๆ ดีเลย์ ต้องรอ 2-3 วิ ทำให้เกิดความรำคาญในจุดนี้เล็กน้อย แต่พอปรับได้แล้วก็จัดการเข้าเกียร์ D อีกครั้งพร้อมลุย จากนั้นก็ลุยข้ามลำธารกันเลยครับ ก่อนจะลงน้ำ ผมสังเกตเห็นมีหลุมเป็นหล่มล้อลึกขนาดใหญ่พร้อมกับแอ่งน้ำขัง มองหน้ากับคุณเน็กซ์และไม่รอช้าที่จะวิ่งตรงไปยังหลุมนั้น ซึ่งจากที่สังเกตดู รถน่าจะจมลงไปกว่าครึ่งล้อ แต่โหมดนี้ก็สามารถดันตัวเองขึ้นมาได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็พุ่งลงไปในลำธารต่อทันที ซึ่งก็มีเสียงแจ้งเตือนจากเซ็นเซอร์ต่างๆที่ติดอยู่รอบคัน พร้อมกับขึ้นภาพบนหน้าจอเครื่องเสียงขนาด 8 นิ้วเพื่อแจ้งตำแหน่งเซ็นเซอร์ต่างๆที่เซ็นเซอร์สามารถตรวจจับสิ่งกีดขวางได้ในทันที ซึ่งแน่นอนว่าโหมด 4x4 Low นี้ก็ขับผ่านมาได้อย่างไม่มีปัญหา



ระบบล็อกเฟืองท้ายแบบไฟฟ้า Rear Dift Lock
ระบบนี้จะช่วยป้องกันการลื่นไถลของล้อหลัง เมื่อเราขับขี่ในแบบออฟโรด และยังช่วยในเรื่องของการฉุดลากบนสภาพถนนที่ขับขี่ลำบากอีกด้วย วิธีการใช้งาน หากเรายังคงอยู่ในโหมดขับสี่แบบ 4x4 Low อยู่ สามารถกดปุ่ม Dift Lock ล็อกเฟืองท้ายได้เลย จากน้ำก็วิ่งทดสอบข้ามลำธารกันอีกครั้ง ซึ่งในช่วงนี้ทั้งทางลงและทางขึ้นลำธารสภาพถนนจะลื่นแฉะมากกว่าในช่วงแรก รวมถึงตัวลำธารเองก็ลึกกว่าในช่วงแรกพอสมควร แม้สถาพถนนข้างหน้าจะเป็นอย่างไร แต่ Ford Everest ก็สามารถขับผ่านไปได้แบบสบายๆเช่นเคย



ระบบ Terrain Management System (TMS)
โหมดนี้เรียกได้ว่าน่าจะเป็นพระเอกของงานนี้เลยก็ว่าได้ อีกหนึ่งระบบที่ฟอร์ดดูจะภูมิใจนำเสนอมาก เพราะเป็นระบบที่ฟอร์ดได้ทำการปรับตั้งค่าระบบต่างๆทั้งหมดของตัวรถให้เหมาะสมกับสภาพเส้นทางที่แตกต่างกันไป ซึ่งจะช่วยให้การตอบสนองต่อการเร่งเครื่องยนต์ ระบบเกียร์ การควบคุมการยึดเกาะถนน รวมไปถึงระบบขับเคลื่อนแบบสี่ล้อ เพื่อให้ได้สมรรถนะสูงสุดควบคุมรถและการขับขี่ โดยมีมาให้ทั้งหมด 4 โหมด ดังนี้



       1.โหมดพื้นผิวทั่วไป ระบบการขับเคลื่อนสี่ล้อจะมีการปรับแต่งให้เหมาะสมกับการขับขี่บนท้องถนน ด้วยอัตราส่วนแรงบิดล้อหลังและล้อหน้าที่ 60-40 โดยจะปรับระดับแรงบิดที่ส่งไปยังล้อหน้าให้เหมาะกับการหักเลี้ยวและการเร่งความเร็ว และลดการลื่นไถลให้น้อยที่สุด



       2.โหมด หิมะ / โคลน / หญ้า ระบบขับเคลื่อนจะมีการเพิ่มแรงบิดเพื่อเสริมการควบคุมรถบนพื้นผิวลื่น แต่จะมีการเปลี่ยนเกียร์สูงให้เร็วขึ้น และปรับลดเกียร์ต่ำให้ช้าลง เพื่อให้รอบเครื่องต่ำ ควบคุมง่าย เพิ่มการยึดเกาะถนน ลดการลื่นไถล ลดความไวคันเร่งลงเพื่อควบคุมความเร็วที่แม่นยำมากขึ้น



     3.โหมด ทราย ระบบขับเคลื่อนจะมีการเพิ่มแรงบิดสูงขึ้น และสามารถล็อคเฟืองท้ายที่ความเร็วสูงกว่าโหมดอื่นๆ มีการปรับการเปลี่ยนเกียร์สูง-ต่ำให้ช้าลง ป้องกันไม่ให้มีการเปลี่ยนเกียร์หากไม่ได้เหยียบคันเร่ง และจะปรับลดเกียร์อย่างรวดเร็วเมื่อแตะเบรก เพื่อรักษาสมดุลของตัวรถ แต่จะมีการปล่อยให้ล้อรถลื่นไถลได้มากขึ้น เพื่อให้รถสามารถรักษาสมดุลและขับเคลื่อนต่อไปได้ เพิ่มความไวคันเร่ง เพื่อให้เครื่องยนต์ตอบสนองได้เร็วต่อทุกสัมผัส



     4.โหมด หิน ระบบขับเคลื่อนมีการเพิ่มแรงบิดสูงสุดสำหรับพื้นผิวการขับขี่แบบวิบาก ให้ ใช้งานได้ในโหมดอัตราทดต่ำเท่านั้น ป้องกันไม่ให้มีการเปลี่ยนเกียร์สูง และจะปรับเกียร์ลงเป็นเกียร์ 1 แทน เพื่อการควบคุมรถอย่างแม่นยำบนพื้นผิวขรุขระ ลดการลื่นไถลของล้อด้วยประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อให้รถเกาะถนน ลดความไวคันเร่งลงเพื่อการควบคุมความเร็วที่แม่นยำมากขึ้น



แต่โหมดที่เราจะได้ลองกันวันนี้ก็คือโหมด หิมะ โคลน หญ้า ไม่รอช้า รีบบิดหมุนปุ่ม TMS ไปโหมดที่ 2 ตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ทันที เริ่มแรกต้องทำการกดปุ่มปิดระบบ 4x4 Low ที่เราขับกันมาเมื่อสักครู่ก่อน จากนั้นก็กดปุ่มปิดระบบ Dift Lock จากนั้นก็บิดปุ่ม TMS ไปที่โหมดที่ 2 ทันที แต่ผมก็มีข้อสังเกตตอนบิดหมุนปุ่ม TMS ว่าปุ่มอาจจะบิดหมุนแล้วงงๆเล็กน้อย เพราะเป็นแบบหมุนฟรีๆหน่อย ไม่ใช่หมุนแบบลูกบิดที่เวลาบิดจะดังแก๊กๆ เพื่อล๊อกตำแหน่งการใช้งานแบบที่คนไทยคุ้นเคย ซึ่งคงต้องอาศัยทำความรู้จักและทำความคุ้นเคยกันสักระยะน่าจะคุ้นมือของผู้ใช้งานกันได้ไม่ยากนัก เมื่อพร้อมแล้วก็เข้าเกียร์ D เดินหน้าทันที ปล่อยให้ระบบทำหน้าที่ของมันอย่างอัตโนมัติตามที่ทางฟอร์ดได้เซ็ตตั้งค่าเอาไว้ จากนั้นก็ทำการขับขี่ไปตามถนนที่ค่อนข้างลาดชัน ลัดเลาะไปตามริมเขา ซึ่งการใช้งานในโหมดนี้ก็ทำได้ราบรื่นดีไม่มีปัญหา และจากนั้นก็วนมายังจุดเริ่มเดิมเพื่อเปลี่ยนคนขับให้มาทดลองระบบทั้งหมดนี้ใหม่อีกครั้งตั้งแต่ต้น







หลังจากได้ขับทดสอบกันครบทุกคนแล้ว ก็ขับขึ้นไปยังหมู่บ้านชาวเขาบ้านปางกลางเพื่อพักผ่อนและถ่ายภาพเป็นที่ระลึก หลังจากนั้นก็ขับกลับไปยังคะเนรี เนเชอรัล รีสอร์ท เพื่อพักรับประทานอาหารกลางวันและฟังบรรยายเกี่ยวกับเทคโนโลยีช่วยเหลือผู้ขับขี่ และเตรียมเดินทางกลับโรงแรมที่พัก ซึ่งในขากลับช่วงแรกนี้ผมเป็นผู้รับหน้าที่ขับกลับ เพื่อทดสอบเครื่องยนต์ 3.2 บนถนนทางเรียบกันดูบ้าง ซึ่งก็เป็นไปตามที่ได้ตั้งข้อสังเกตเอาไว้ในตอนแรกช่วงที่ทดลองนั่งตอนไปลองขับแบบออฟโรด อัตราเร่งบนถนนทางเรียบนั้นไม่ได้แตกต่างจาก 2.2 มากเท่าใดนัก แต่คงเพราะถูกเซ็ตมาให้เพื่อให้สามารถรองรับทุกสภาพถนนของการขับขี่เป็นหลักมากกว่า ซึ่งในช่วงนี้ผมก็ยังคงวิ่งเข้าหาหลุม รอยต่อต่างๆบนถนน ทดสอบการเข้าโค้ง การเกาะถนนไปตลอดระยะทางขากลับในช่วงแรกไปจนถึงวัดร่องขุ่น ระยะทาง 21.2 กิโลเมตร การขับขี่บนทางเรียบในเครื่อง 3.2 ยังคงให้ความประทับใจไม่แตกต่างจากตัว 2.2 มากนัก ยกเว้นแค่เรื่องเสียงเครื่องยนต์ที่ดังเข้ามาในห้องโดยสารมากกว่า มีการสั่นสะเทือนเวลาตกหลุมมากกว่า แต่ก็คิดว่าคงเป็นไปตามเหตุผลที่ได้แจ้งไว้นั่นแหล่ะครับ แล้วก็อีกเรื่องนึงครับ แม้ว่าตัวที่ขับอยู่นี้จะเป็นรุ่นท๊อป แต่กุญแจยังคงเป็นแบบบิดสตาร์ทอยู่นะครับ ยังไม่ใช่ระบบ Keyless Entry ที่มาพร้อมกับปุ่ม Push Start เหมือนกับค่ายอื่นๆ




ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1




เมื่อเดินทางมาถึงวัดร่องขุ่น ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนคนขับ ก็ได้ให้คุณเน็กซ์ขึ้นมาขับแทน และในเส้นทางที่ขับกลับต่อจากนี้ เราก็ได้ทดสอบอัตราเร่ง และการทำความเร็วกันอีกบ้างเล็กน้อย เพราะเป็นถนนที่ค่อนข้างโล่ง จึงทำการทดสอบได้ในบางช่วงบางจังหวะ สิ่งที่สังเกตเห็นเพิ่มเติม เมื่อเวลาขับไปใกล้ท้ายคันหน้า หน้าจอแสดงผลฝั่งคนขับจะแสดงภาพในจอว่ามีรถอยู่ข้างหน้าตามที่เซ็นเซอร์ได้ตั้งค่าเอาไว้ และเมื่อมีการขับจ่อเข้าไปใกล้ๆอีก หน้าจอก็จะเปลี่ยนมาเตือนถึงอันตรายทันที ว่าขับจ่อใกล้เกินไป พร้อมกันนี้ยังมีไฟ Led สีแดง ขึ้นโชว์ตรงกระจกหน้าฝั่งคนขับด้วย จากการสังเกตดู ไฟ LED สีแดงนี้จะถูกแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ ซ้าย กลาง ขวา กรณีที่ไฟ Led ตรงกลางจะติดเพื่อแจ้งเตือน คือตอนที่เราขับเข้าไปจ่อท้ายคนหน้ามากเกินไป จากการกะระยะด้วยสายตาน่าจะประมาณ 2 เมตร ไฟแดงตรงกลางจะติดเตือน พร้อมกับแจ้งบนหน้าจอ ส่วนไฟ Led ข้างซ้าย ข้างขวา จะติดเตือนตอนไหน อันนี้เราก็ได้สังเกตเห็นมาแล้วเช่นกัน คือจะติดตอนมีรถแซงขึ้นมาจนถึงมุมอับที่เรามองไม่เห็น ไฟแดงนี้จะติดเพื่อแจ้งเตือนให้เราทราบ ซึ่งเป็นการทำงานร่วมกับเซ็นเซอร์ตรวจจับจุดบอด หรือระบบ Blind Spot Information (BLIS) ของรถนั่นเอง นี่คือสิ่งที่เราเก็บตกกันมาเพิ่มเติมในช่วงที่ขับกลับไปยังโรงแรม เลอ เมอริเดียน ระยะทาง 19.8 กิโลเมตร จากนั้นก็มีการสาธิตรถครึ่งคันให้ดูเพิ่มเติม และเข้าฟังบรรยายสรุปเพิ่มเติม รวมถึงถามตอบปัญหาต่างๆจากการที่ได้ไปขับทดสอบกันมา จากนั้นก็ได้มีการสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้เข้าร่วมขับทดสอบในครั้งนี้กันเล็กน้อย ซึ่งผมก็ได้ให้ข้อมูลกับทางฟอร์ดไปในส่วนที่รถควรจะมี เช่นระบบนำทาง Navigator System ระบบ Keyless Smart Entry และปุ่ม Push Start ที่ค่ายอื่นใส่มากันให้แล้ว ปุ่ม TMS ที่ยังอยากให้เป็นระบบบิดเป็นล๊อกๆ และสุดท้ายเลยก็คือเรื่องของศูนย์บริการ ซึ่งทางฟอร์ดเองก็ได้เก็บข้อมูลไปเรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าพี่ๆสื่อมวลชนหลายๆท่านก็คงคิดเห็นคล้ายๆกัน หากมีการปรับปรุงและแก้ปัญหาเรื่องศูนย์บริการได้ ผมเชื่อว่าผู้บริโภคจะกล้าตัดสินใจควักเงินในกระเป๋าออกมาซื้อรถของทางฟอร์ดกันได้ง่ายขึ้นกว่านี้มาก

จากนั้นก็ไปทานอาหารเย็นที่ร้านอาหารหลู้ลำ และเดินทางไปยังสนามบินเชียงราย เพื่อเดินทางกลับสู่สนามบินสุวรรณภูมิ ด้วยเที่ยวบิน WE 137 ของสายการบิน Thai Smile เดินทางถึงกรุงเทพฯ เวลา 22.35น. เป็นอันสิ้นสุดการทริปการขับทดสอบรถ All New Ford Everest 2015 ใหม่ ในครั้งนี้


ข้อมูลเบื้องต้นของ All New Ford Everest 2015 ที่จะจำหน่ายในประเทศไทย

ราคาจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ทั้ง 3 รุ่นย่อย
รุ่น 2.2 Titanium 4x2 A/T  ราคา 1,269,000 บาท
รุ่น 3.2 Titanium 4x4 A/T  ราคา 1,459,000 บาท
รุ่น 3.2 Titanium Plus+ 4x4 A/T ราค  1,599,000 บาท

ทางฟอร์ดกระซิบมาว่า ในอนาคตอาจจะมีรุ่น 2.2 ลงมาเพิ่มให้อีกนะครับ เพราะตัวที่ขายตอนนี้ จะเป็นรุ่นท๊อปสุดของ 2.2 ครับ

มีสีตัวรถให้เลือกทั้งหมด 5 สี
- สีขาว Cool White
- สีดำ Black Mica Metalic
- สีเงิน Aluminum Metalic
- สีน้ำตาลทอง Sparking Gold Metalic
- สีแดง Sunset Metalic

สีแดงสด และสีเทา ที่เห็นจากในภาพถ่าย ยังไม่มีจำหน่ายในไทยนะครับ ส่วนภายใน ณ เวลานี้ก็จะมีแต่สีเบจ เพียงสีเดียวเช่นกัน ส่วนภายในโทนสีดำ พี่ๆสื่อมวลชนก็ได้ทำการสอบถามกันไปบ้างแล้ว อันนี้ก็เป็นเรื่องของการตลาดครับ ว่าในอนาคตจะมีภายในห้องโดยสารที่เป็นโทนสีดำมาให้เลือกไหม



ระบบอื่นๆในตัวรถนั้น เราแทบไม่มีโอกาสได้สัมผัสหรือได้เรียนรู้กันเลย เนื่องจากมีเวลาค่อนข้างจำกัด หากในช่วงบ่างของวันแรก มีการแบ่งรถออกมาสัก 2-3 คัน เพื่อให้เข้าไปสัมผัส เรียนรู้ ถ่ายรูป ทดลองเล่นระบบต่างๆกัน ผมเชื่อว่าเราจะได้ข้อมูลกันมามากกว่านี้ครับ ส่วนเรื่องอัตราสิ้นเปลืองที่หลายๆท่านฝากถามมา อันนี้ก็ไม่ได้จับวัดเหมือนกันครับ พอไปอยู่ ณ ตรงนั้น ต่างคนก็ต่างลืมกันไปหมด ด้วยเวลาและด้วยอะไรหลายๆอย่าง ตรงนี้ต้องขออภัยไว้ด้วยนะครับ

สรุป ผมขอสรุปในมุมมองของผู้ใช้รถคนนึงเลยนะครับ Ford Everest นั้นเป็นรถที่ขับสนุก เปี่ยมไปด้วยสมรรถนะ มีเทคโนโลยีต่างๆพร้อมด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกในการขับขี่มาให้อย่างครบครัน อีกทั้งระบบความปลอดภัยที่มีมาให้แบบจัดเต็มไม่ได้ต่างจากค่ายอื่นๆ ทั้งคุณภาพ สมรรถนะ ออฟชั่น ลูกเล่น และเทคโนโลยีต่างๆที่ใส่เข้ามาให้ในรถคันนี้ เป็นการผสมผสานสิ่งที่ดีที่สุดของรถฟอร์ดในแต่ละรุ่น เอามาร่วมกันไว้ในรถคันนี้ ด้วยรูปร่างที่ดูแข็งแกร่ง บึกบึน แต่ภายในหรูหรา กว้างขวาง สะดวกสบาย หากต้องการรถ SUV สักคันไว้ขับใช้งานทั่วไป ไม่ได้ออกลุยออฟโรดที่ไหน รุ่น 2.2 น่าจะตอบโจทย์ที่สุด ทั้งเรื่องความนุ่ม ความเงียบ ระบบช่วงล่าง คันนี้แนะนำเลยครับ แต่ถ้าคิดว่าจะเอาระบบ 4x4 ไว้ใช้ด้วยในกรณีฉุกเฉินหรือออกทริปท่องเที่ยว รุ่น 3.2 ก็จะเข้ามาตอบโจทย์ในส่วนนี้ แต่ก็ต้องไปเลือกกันเอาเองตามความต้องการ ว่าอยากได้ออฟชั่นแบบไหน ถ้าจัดเต็มเลยก็ต้องเป็น 3.2 Titanium+ ที่ให้ออฟชั่นแบบจัดเต็มรวมทั้งเทคโนโลยีที่เหนือกว่าคู่แข่ง ณ เวลานี้อยู่มากพอสมควร

สำหรับผม เรื่องศูนย์บริการถือเป็นเรื่องที่ผู้บริโภคอย่างเราๆคิดหนักพอสมควร จะเลือกออฟชั่นและเทคโนโลยีแบบจัดเต็ม แต่มีปัญหาเรื่องศูนย์บริการ หรือจะเลือกออฟชั่นแบบกั๊กๆ แต่หมดห่วงเรื่องอะไหล่และศูนย์บริการ นั่นคือสิ่งที่คนซื้อรถอย่างพวกเราคิดหนัก หากฟอร์ดสามารถแก้ไขปัญหาเรื่องศูนย์บริการได้ ไม่ต้องถึงกับ โตโยต้า ฮอนด้า เอาแค่คุณภาพระดับเดียวกับ นิสสัน หรือ มิตซูบิชิ ผมว่าลูกค้าก็แฮปปี้แล้วครับ จะช่วยให้การตัดสินใจง่ายขึ้นมาก ในส่วนนี้ขอเอาใจช่วยให้ฟอร์ดปรับปรุงได้ไวๆ เพราะในทริปนี้พี่ๆสื่อมวลชนหลายท่านก็คงพูดถึงประเด็นนี้เหมือนกัน และทางฟอร์ดเองก็รับทราบแล้วและไม่ได้นิ่งนอนใจในประเด็นนี้เช่นกัน
 
สุดท้ายนี้ต้องขอขอบคุณ ฟอร์ด ประเทศไทย ที่ได้ให้โอกาสไปร่วมขับทดสอบ ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ในครั้งนี้ ซึ่งถือเป็นการเปิดประสบการณ์ใหม่ๆ แบบนี้เป็นครั้งแรกของผมเลยครับ หากมีสิ่งใดที่ผมอธิบาย-บอกเล่า ผิดพลาดไป ก็ต้องขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วยนะครับ แบบว่ามือใหม่หัดเขียนรีวิว นั่นเขียนและเรียบเรียงอยู่ 3 วัน เผลอแป๊บๆก็เขียนไป 10 หน้ากระดาษ A4 ได้ ^^

<a href="http://www.youtube.com/watch?v=qnUFk61w0m4" target="_blank">http://www.youtube.com/watch?v=qnUFk61w0m4</a>

แถมท้ายด้วย vdo โปรโมทจากทริปครั้งนี้ครับ

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
รวมภาพประกอบจากทริปนี้ทั้งหมดครับ ทั้งที่ผมถ่ายเอง และภาพเพิ่มเติมจากฟอร์ดประเทศไทยส่งมาให้

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
ภาพเพิ่มเติม

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_102:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_051:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_051:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_051:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_102:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_102:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_103:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 C:-)

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
 :emo_103:

ออฟไลน์ Ford Everest 2015

  • Administrator
  • สมาชิก 50 ไมล์
  • *****
  • เจ้าของกระทู้
  • สมาชิก ID: 1
  • กระทู้: 88
  • พลังน้ำใจ : 3
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: Bangkok
  • ชื่อเล่น: Admin
    • ดูรายละเอียด
    • All New Ford Everest 2015
    • รางวัลและกิจกรรม
  • รางวัลและกิจกรรม สมาชิกคลับรุ่น 1
ภาพเปรียบเทียบล้อและยางขนาด 18 นิ้ว กับ 20 นิ้วครับ

ออฟไลน์ Eak09

  • สมาชิกป้ายแดง
  • *
  • สมาชิก ID: 653
  • กระทู้: 5
  • พลังน้ำใจ : 0
  • เพศ: ชาย
  • จังหวัด: นครปฐม
  • ชื่อเล่น: เอก
    • ดูรายละเอียด
    • รางวัลและกิจกรรม
ขอบคุณมากครับสำหรับรีวิวดีๆ :emo_105:

Tags: